ทั้งการบำบัดด้วยแสงสีแดงและโบท็อกซ์ต่างก็เป็นวิธีการรักษาลดริ้วรอยที่ได้รับความนิยม แต่สามารถใช้ร่วมกันได้หรือไม่? และควรใช้การบำบัดด้วยแสงสีแดงก่อนหรือหลังฉีดโบท็อกซ์?
คำตอบสั้นๆ คือ ใช่ แต่จังหวะเวลาสำคัญ
การบำบัดด้วยแสงสีแดงและโบท็อกซ์สามารถใช้ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยแต่สิ่งสำคัญคือต้องใช้ในเวลาที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อผลลัพธ์ของการฉีดโบท็อกซ์
โบท็อกซ์ทำงานอย่างไร
โบท็อกซ์เป็นการรักษาด้วยการฉีดที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้าเพื่อลดเลือนริ้วรอยและเส้นริ้วเล็กๆ โดยทั่วไปจะเห็นผลลัพธ์ภายในระยะเวลาไม่นาน3 ถึง 7 วันและคงอยู่ประมาณ3 ถึง 4 เดือน.
ประโยชน์ของการบำบัดด้วยแสงสีแดง
การบำบัดด้วยแสงสีแดงใช้แสงสีแดงหรือแสงอินฟราเรดระดับต่ำเพื่อ:
-
กระตุ้นการผลิตคอลลาเจน
-
ทำให้ดีขึ้นเนื้อสัมผัสและสีผิว
-
ลดการอักเสบ
-
เร่งความเร็วการรักษาและการซ่อมแซมเซลล์
การบำบัดด้วยแสงสีแดงส่งผลต่อโบท็อกซ์ได้หรือไม่?
การบำบัดด้วยแสงสีแดงมีประโยชน์อย่างไรไม่สลายโบท็อกซ์หรือลดผลกระทบ อย่างไรก็ตาม การใช้การบำบัดด้วยแสงสีแดงเร็วเกินไปหลังจากฉีดโบท็อกซ์อาจทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ไม่พึงประสงค์หรืออาการบวมในบริเวณที่ทำการรักษา
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด: เมื่อใดควรใช้การบำบัดด้วยแสงสีแดงร่วมกับโบท็อกซ์
-
✅ก่อนฉีดโบท็อกซ์การบำบัดด้วยแสงสีแดงนั้นปลอดภัยและสามารถเตรียมผิวให้พร้อมรับการรักษาได้โดยการเพิ่มการไหลเวียนโลหิตและลดการอักเสบ
-
⏸️หลังฉีดโบท็อกซ์ทันทีรออย่างน้อย48 ถึง 72 ชั่วโมงก่อนใช้การบำบัดด้วยแสงสีแดงในบริเวณที่ฉีดยา
-
✅หลังการฟื้นตัวเมื่อโบท็อกซ์เริ่มเข้าที่แล้ว การบำบัดด้วยแสงสีแดงสามารถช่วยได้เสริมสุขภาพผิวและคงความเปล่งปลั่งอ่อนเยาว์ของคุณไว้ได้นานยิ่งขึ้น
ข้อคิดส่งท้าย
การบำบัดด้วยแสงสีแดงและโบท็อกซ์ทำงานในวิธีที่แตกต่างกัน แต่ก็สามารถใช้ได้ผลเช่นกันเสริมซึ่งกันและกันเมื่อใช้อย่างถูกต้อง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ฉีดเสมอ และปล่อยให้ผิวหนังได้พักก่อนที่จะทำการรักษาหลายอย่างพร้อมกัน